แถลงการณ์
เนื่องในวันยุติโทษประหารชีวิตสากล 10 ตุลาคม 2569
“ยุติการประหารชีวิต ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และสร้างสังคมปลอดภัยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
เนื่องด้วย วันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันยุติโทษประหารชีวิตสากล (World Day Against the Death Penalty) ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลและประชาชนทั่วโลกจะร่วมกันทบทวนการใช้โทษประหารชีวิต ตลอดจนผลกระทบต่อสิทธิในชีวิต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผู้เสียหายจากอาชญากรรม ครอบครัว และกระบวนการยุติธรรม
เครือข่ายยุติโทษประหารชีวิตประเทศไทย ประกอบด้วย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.), มูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม, แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, และมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม
ยืนยันว่า สิทธิในชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นรากฐานของสิทธิมนุษยชน ซึ่งรัฐต้องเคารพและคุ้มครองสำหรับทุกคน การลงโทษผู้กระทำความผิดต้องดำเนินไปพร้อมกับความรับผิด การเยียวยาผู้เสียหาย การป้องกันอาชญากรรม และการเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดปรับเปลี่ยนตนเอง ภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมและตรวจสอบได้
โทษประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่ไม่อาจย้อนคืน หากเกิดความผิดพลาดจากการสอบสวน การใช้พยานหลักฐาน การบังคับให้รับสารภาพ หรือการพิจารณาคดี ย่อมไม่สามารถคืนชีวิตให้แก่ผู้ถูกประหารได้ แม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทนายความ ผู้เชี่ยวชาญ และทรัพยากรในการต่อสู้คดี ยิ่งทำให้ผู้ยากไร้และบุคคลในสถานการณ์เปราะบางเผชิญความเสี่ยงต่อความอยุติธรรม
นอกจากนี้ ยังไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอว่าโทษประหารชีวิตยับยั้งอาชญากรรมได้ดีกว่าโทษจำคุก ความปลอดภัยของประชาชนจึงต้องอาศัยการป้องกันความรุนแรง การสืบสวนที่มีประสิทธิภาพ การนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นธรรม และการแก้ไขปัจจัยที่เอื้อต่ออาชญากรรมอย่างจริงจัง
เราตระหนักถึงความสูญเสียและความทุกข์ของผู้เสียหายและครอบครัว และยืนยันว่าบุคคลเหล่านี้ต้องได้รับความจริง ความยุติธรรม ความปลอดภัย และการเยียวยาอย่างเพียงพอ การยกเลิกโทษประหารชีวิตต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับสิทธิของผู้เสียหายและประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรม เพื่อให้ทุกชีวิตได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอภาค
ด้วยเหตุนี้ เราขอเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย ตลอดจนรัฐสภาและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามอำนาจหน้าที่ ขอเรียกร้องให้หยุดความสูญเสียและวางหลักประกันสิทธิทันที ดังนี้
1. ประกาศพัก หรือระงับการบังคับใช้ประหารชีวิตอย่างเป็นทางการโดยทันที
ให้รัฐบาลประกาศนโยบายระงับการประหารชีวิตทุกกรณี และดำเนินมาตรการตามอำนาจหน้าที่ให้มีผลในทางปฏิบัติ ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต พร้อมเปิดเผยแนวปฏิบัติและกลไกติดตามต่อสาธารณะ การระงับต้องมีความต่อเนื่องและไม่ขึ้นอยู่กับกระแสกดดันจากคดีใดคดีหนึ่ง
2. จัดให้มีการทบทวนคดีและโทษประหารชีวิตอย่างจริงจัง
สนับสนุนการตรวจสอบคดีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทรมาน การบังคับรับสารภาพ ความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน หรือการขาดความช่วยเหลือทางกฎหมาย โดยใช้กลไกตามกฎหมายที่เคารพความเป็นอิสระของศาล เปิดทางให้เข้าถึงการรื้อฟื้นคดีเมื่อเข้าเงื่อนไข และอำนวยความสะดวกในการขอพระราชทานอภัยโทษหรือเปลี่ยนโทษตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ต้องไม่ประหารชีวิตระหว่างที่กระบวนการอุทธรณ์หรือคำร้องที่เกี่ยวข้องยังไม่เสร็จสิ้น
3. เร่งเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อลดขอบเขตโทษประหารชีวิต
ให้รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการฆ่าโดยเจตนา รวมถึงความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดโทษประหารชีวิตเป็นโทษบังคับ หากมี โดยถือเป็นขั้นตอนเร่งด่วนระหว่างการเปลี่ยนผ่าน มิใช่เหตุให้ชะลอการยกเลิกสำหรับความผิดทุกประเภท
4. รับรองสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างมีประสิทธิภาพ
ให้ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่อาจมีโทษประหารชีวิตเข้าถึงทนายความที่มีความเชี่ยวชาญตั้งแต่เริ่มถูกควบคุมตัว มีเวลาและทรัพยากรเพียงพอในการเตรียมคดี เข้าถึงพยานหลักฐาน ล่าม และผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนสามารถโต้แย้งพยานหลักฐานของฝ่ายกล่าวหาได้อย่างแท้จริง โดยไม่ถูกจำกัดโอกาสเพราะฐานะทางเศรษฐกิจ ภาษา สัญชาติ หรือความพิการ และให้ดำเนินมาตรการป้องกันการทรมานและการบังคับให้รับสารภาพอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบข้อร้องเรียนโดยกลไกที่เป็นอิสระ และไม่นำถ้อยคำที่ได้จากการทรมานมาใช้พิสูจน์ความผิด
5. คุ้มครองศักดิ์ศรีและสุขภาพของผู้ต้องขังที่ถูกพิพากษาประหารชีวิต
ปรับปรุงสภาพการควบคุมตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง หรือข้อกำหนดแมนเดลา รับรองการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและบริการสุขภาพจิต การติดต่อครอบครัวและทนายความ และกลไกร้องเรียนที่ปลอดภัย ยุติการใช้เครื่องพันธนาการหรือการแยกขังโดยอัตโนมัติเพียงเพราะสถานะของโทษ และเปิดให้กลไกอิสระตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. เปิดเผยข้อมูลและจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านภายในหนึ่งปี
ให้กระทรวงยุติธรรมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเผยแพร่ข้อมูลโทษประหารชีวิตที่เป็นปัจจุบัน โดยแยกประเภทความผิด ขั้นตอนคดี และปัจจัยที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำ พร้อมคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และจัดทำแผนยกเลิกโทษประหารชีวิตภายในหนึ่งปีนับจากการประกาศนโยบาย โดยให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พร้อมประมาณ กำหนดกรอบเวลา และตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้
7. ยกเลิกโทษประหารชีวิตในกฎหมายทุกฉบับภายในสามปี
ให้รัฐบาลและรัฐสภาร่วมกันผลักดันการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายอาญาทหาร และกฎหมายอื่นที่มีโทษประหารชีวิต โดยตั้งเป้าหมายยกเลิกสำหรับความผิดทุกประเภทภายในสามปีนับจากการประกาศนโยบาย กำหนดบทเฉพาะกาลให้เปลี่ยนโทษประหารชีวิตที่มีอยู่เป็นโทษที่เคารพสิทธิมนุษยชน และวางหลักประกันทางกฎหมายเพื่อป้องกันการนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้
8. เข้าร่วมพันธกรณีระหว่างประเทศเพื่อรับรองความถาวรของการยกเลิก
ดำเนินขั้นตอนเพื่อเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งมุ่งยกเลิกโทษประหารชีวิต และสนับสนุนมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยการระงับการใช้โทษประหารชีวิต พร้อมรายงานความคืบหน้าอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะและกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
9. พัฒนาระบบลงโทษที่ได้สัดส่วนและเปิดโอกาสให้ฟื้นฟู
ออกแบบโทษทดแทนโดยคำนึงถึงความร้ายแรงของความผิด พฤติการณ์รายบุคคล ความปลอดภัยของสังคม และโอกาสในการฟื้นฟู พร้อมมีกลไกทบทวนโทษจำคุกระยะยาวอย่างเป็นธรรมตามหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน การทบทวนต้องพิจารณาความเสี่ยงและความปลอดภัยของผู้เสียหายอย่างรอบคอบ มิใช่ปล่อยตัวโดยอัตโนมัติ
ควบคู่กันนั้น ให้ลดความแออัดในเรือนจำ ยกระดับการศึกษา การฝึกอาชีพ สุขภาพจิต และการเตรียมความพร้อมกลับคืนสู่สังคม เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำอย่างยั่งยืน
10. ยกระดับการเยียวยาผู้เสียหายและการป้องกันอาชญากรรม
จัดให้มีระบบช่วยเหลือผู้เสียหายและครอบครัวที่เข้าถึงได้รวดเร็ว ทั้งค่าชดเชย ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การรักษาทางกายและจิตใจ การคุ้มครองพยาน และข้อมูลความคืบหน้าคดี โดยไม่ผูกการช่วยเหลือไว้กับการประหารชีวิตผู้กระทำผิด สร้างหลักประกันในการป้องกันความรุนแรงในครอบครัวและชุมชน การควบคุมอาวุธ การดูแลสุขภาพจิต การแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยแนวทางสาธารณสุข และการพัฒนางานสืบสวนกับนิติวิทยาศาสตร์ หากใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ต้องอยู่บนความสมัครใจและความปลอดภัยของผู้เสียหาย โดยไม่มีการกดดันให้ให้อภัยหรือยอมความ
11. จัดทำแผนสื่อสารและการเรียนรู้สาธารณะระยะยาว
ให้รัฐบาลสนับสนุนการเรียนรู้เรื่องสิทธิในชีวิต โทษประหารชีวิต ความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม และแนวทางป้องกันอาชญากรรม ผ่านสถานศึกษา สื่อสาธารณะ ชุมชน และช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมการผลิตสื่อที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้สำหรับคนพิการและผู้ใช้ภาษาที่หลากหลาย รวมถึงเปิดพื้นที่รับฟังผู้เสียหาย ครอบครัวผู้ต้องขัง ผู้เคยถูกดำเนินคดีโดยผิดพลาด ผู้ปฏิบัติงานยุติธรรม นักวิชาการ และประชาชนที่มีความคิดเห็นต่าง ด้วยความเคารพ โดยไม่ตีตราหรือลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายใด การนำเสนอเรื่องราวส่วนบุคคลต้องได้รับความยินยอมและคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง ให้รัดกุมตามกฎหมาย
12. สร้างการมีส่วนร่วมและติดตามผลที่ตรวจสอบได้
จัดให้มีกลไกขับเคลื่อนแผนที่มีส่วนร่วมจากหน่วยงานรัฐ รัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาควิชาชีพ ผู้เสียหาย และภาคประชาสังคม พร้อมเผยแพร่ความคืบหน้าอย่างน้อยปีละครั้ง โดยติดตามทั้งการแก้ไขกฎหมาย คุณภาพความช่วยเหลือทางกฎหมาย การเยียวยาผู้เสียหาย การป้องกันอาชญากรรม และความเข้าใจของสังคม และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต้องใช้ข้อมูลรอบด้าน เปิดพื้นที่ให้ถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ ขณะเดียวกัน รัฐต้องแสดงภาวะผู้นำในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยดำเนินการตามกรอบเวลาที่ประกาศไว้
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และเครือข่ายยุติโทษประหารชีวิตประเทศไทย ขอเชิญชวนประชาชน สื่อมวลชน สถานศึกษา องค์กรวิชาชีพ และทุกภาคส่วน ร่วมกันสร้างสังคมที่รับฟังความสูญเสียของผู้เสียหาย เคารพคุณค่าของทุกชีวิต และป้องกันความรุนแรงด้วยความยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ
เราขอให้รัฐบาลไทยใช้วันที่ 10 ตุลาคม 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของพันธสัญญาที่ชัดเจน: ระงับการประหารชีวิตทันที จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านภายในหนึ่งปี และยกเลิกโทษประหารชีวิตในกฎหมายทุกฉบับภายในสามปี
“คุ้มครองทุกชีวิต เยียวยาทุกความสูญเสีย สร้างความยุติธรรมที่ไม่อาจพรากชีวิตผิดคน”
9 ตุลาคม 2569
เครือข่ายยุติโทษประหารชีวิตประเทศไทย




