ศราวุฒิ ประทุมราช
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน สสส.
กรณีโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง วัย 29 ปี ให้การรับสารภาพต่อศาลฮ่องกง ในการพิจารณาคดีความมั่นคง ครั้งที่ 2 เมื่อวันพุธ 2 กันยายน 2569 ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ ซึ่งคดีดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2020 เมื่อโจชัว หว่องเป็นแกนนำในการชุมนุมเรียกร้องให้ต่างประเทศ บุคคล หรือสถาบันต่างชาติ ใช้มาตรการคว่ำบาตร ปิดล้อม หรือดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อฮ่องกงและจีน หลังรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง[1]
กรณีการต่อสู้ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นกษัตริย์อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของอานนท์ นำภาและเพื่อนๆ ตลอดจนเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความสุจริตต่อสถาบันสูงสุดที่ประชาชนไทยส่วนใหญ่เคารพนับถือ
ทั้งสองกรณีดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกัน ดังนี้
ประการแรก ถูกดำเนินคดีเพราะการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ถูกดำเนินคดีเพราะการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันที่ประชาชนยกย่อง นับถือ โจชัว หว่อง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนและผู้นำเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ตลอดจนผู้นำสูงสุดและระบอบการปกครองพรรคเดียวแบบจีน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเป็นการแสดงเจตนาว่าสมควรที่จะมีช่องให้บุคคลสามารถวิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีน อันเป็นสถาบันการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้บ้าง แต่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนถือว่าหว่องเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่อานนท์ นำภาและเยาวชนรุ่นใหม่ก็ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสถาบันสูงสุด แต่การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวกลายเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาในหมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร เช่นเดียวกัน
ประการที่สอง การดำเนินคดีไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม
หลักนิติธรรม (Rule of Law) ในการดำเนินคดีอาญาเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล มากกว่ามุ่งลงโทษเพียงอย่างเดียว โดยมีหลักการสำคัญที่ครอบคลุมตั้งแต่การใช้กฎหมาย การพิจารณาคดี ไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา ดังนี้
1. หลักความชอบด้วยกฎหมาย (Legality Principle)
เจ้าหน้าที่รัฐจะดำเนินการใดๆ ต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้ (“ไม่มีกฎหมาย ไม่มีโทษ”) และกฎหมายอาญาจะไม่มีผลย้อนหลัง กรณีของโจชัว หว่อง ที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายความมั่นคงของฮ่องกง ซึ่งประกาศใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ใช้บังคับในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยมีเป้าหมายหลัก คือควบคุมการแบ่งแยกดินแดน การโค่นล้มอำนาจรัฐ การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ การใช้กฎหมายความมั่นคงดำเนินคดีต่อโจชัว หว่อง ซึ่งในคำฟ้องของอัยการระบุว่าหว่องมีส่วนในการผลักดันให้นานาประเทศดำเนินการคว่ำบาตรฮ่องกงและจีนในช่วงปี 2562-2563 อาจเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังที่ขัดต่อหลักนิติธรรม
2. หลักการพิจารณาที่ชอบธรรม (Fair Trial)
การพิจารณาคดีต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย รวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม รวมถึงการพิจารณาโดยศาลที่มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง
โจชัว หว่อง ถูกดำเนินคดีและถูกจำคุกในคดีอื่นเพราะเคยเป็นแกนนำคนสำคัญในการเคลื่อนไหวที่ถูกเรียกขานว่า “ปฏิวัติร่ม” ในฮ่องกงเมื่อปี 2557 และการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในปี 2562 นั้น กำลังรับโทษจำคุกเป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน หลังจากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานบ่อนทำลายอำนาจรัฐ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความผิดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในช่วงปลายปี 2567 โดยหว่องมีกำหนดจะพ้นโทษในคดีดังกล่าวนี้ในปี 2570 การดำเนินคดีที่ใช้เวลานาน ไม่มีความรวดเร็ว เช่นเดียวกับ ข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า นายอานนท์ นำภา ถูกดำเนินคดีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ถึง 2568 รวมทั้งสิ้น 38 คดี สิ้นสุดแล้ว 11 คดี ยังไม่สิ้นสุด (อยู่ระหว่างพิจารณา) 27 คดี อานนท์ นำภา ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566 โดยยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างอุทธรณ์[2]
3. หลักสิทธิที่จะไม่กล่าวปรักปรำตนเอง (Right against Self-Incrimination)
ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การต่อพนักงานสอบสวนและศาลได้ว่าตนกระทำหรือไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง และจะต้องไม่ถูกบังคับให้รับสารภาพว่าตนเป็นผู้กระทำความผิด
โจชัว หว่อง ให้การรับสารภาพตามกฎหมายความมั่นคงฉบับปัจจุบัน ที่ออกมาบังคับใช้ในช่วงที่มีการชุมนุมเรียกร้องให้ทางการจีนปฏิรูปการเมืองการปกครอง การใช้กฎหมายความมั่นคงและการดำเนินคดีที่ใช้เวลานาน อาจเป็นเหตุให้ หว่องจำเป็นต้องให้การรับสารภาพเพื่อปรักปรำตนเอง แลกกับอิสรภาพที่จะออกมาใช้ชีวิตปกติเช่นเยาวชนที่รักชาติทั่วไป ทั้งๆ ที่ในคดีที่ผ่านมา หว่องให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จึงถูกตัดสินลงโทษจำคุก 4 ปี 8 เดือน
อานนท์ นำภา ถูกดำเนินคดีกว่า 30 คดี และให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างเหตุว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการวิจารณ์สถาบันอย่างสุจริต การปฏิเสธข้อกล่าวหาและต่อสู้คดีเป็นเหตุให้อานนท์ถูกพิพากษาจำคุกหลายคดี เช่นเดียวกับ จำเลยในคดี 112 ในอดีต กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข ต่อสู้คดีและถูกจำคุก 7 ปี ขณะที่สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ถูกดำเนินคดี ข้อหา 112 ขณะเข้าร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 (#ม็อบ18พฤศจิกา บริเวณสี่แยกราชประสงค์) ซึ่งการชุมนุมในวันนั้นมีการเดินขบวนไปยังหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างการชุมนุม ผู้ชุมนุมผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยบนรถติดเครื่องขยายเสียง สิรภพ ได้ขึ้นปราศรัย กล่าวถึงบทบาทของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยของไทย บทบาทที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การโอนย้ายกองทัพเป็นของส่วนพระองค์ สถานะของประชาชนที่สัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเหตุให้ถูกกล่าวหาว่าปราศรัยเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 จนถูกตัดสินลงโทษจำคุก 3 ปี เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา และไม่ได้รับการประกันตัว เพื่อต่อสู้คดีต่อในชั้นศาลอุทธรณ์ ต่อมาสิรภพเข้าใจว่าหากตนต่อสู้คดีต่อไป คดีก็จะใช้เวลาอีกนาน จึงตัดสินใจไม่อุทธรณ์ ส่งผลให้คดีถึงที่สุด จนเข้าหลักเกณฑ์การได้รับอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ พ.ศ. 2568 มาตรา 8 (ซ)
การที่หว่องตัดสินใจรับสารภาพก็ดี หรือการไม่รับสารภาพและต่อสู้คดีของสมยศ หรือการไม่อุทธรณ์ของสิรภพก็ดี ล้วนเป็นกรณีที่รัฐใช้ข้อกล่าวหาทางอาญาที่มีโทษสูงในการบีบบังคับทางอ้อมเพื่อให้จำเลยรับสารภาพ หรือไม่ต่อสู้คดีต่อไป หากจะต่อสู้คดีก็จะไม่ได้รับการประกันตัว หรือหากไม่ต่อสู้คดีต่อหรือรับสารภาพ โทษจำคุกจะลดลง และได้รับการปล่อยตัวเร็วขึ้นตามกฎหมาย เพื่อเป็นเหตุจูงใจมิให้ต่อสู้คดีจนถึงที่สุด อันขัดต่อหลักนิติธรรม
4. หลักประกันต่อผู้ต้องหา (Presumption of Innocence)
หลักประกันต่อผู้ต้องหา ที่สำคัญคือหลัก “สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์” (Presumption of Innocence) และจะปฏิบัติต่อผู้นั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดแล้วไม่ได้ หมายความว่า รัฐจะเอาบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ ต้องมีหลักฐานพอสมควรที่จะทำให้ศาลลงโทษผู้นั้นได้ ถ้ายังมีหลักฐานไม่พอลงโทษ ก็ไม่ควรจับกุมบุคคลนั้น แต่หากจับกุมแล้ว ต้องให้ประกันตัวออกไปหาหลักฐานมาต่อสู้คดี เพื่อมิให้ต้องขังผู้นั้นไว้ระหว่างสอบสวนและระหว่างพิจารณาคดี อันเป็นการสอดคล้องกับหลักการที่ว่าผู้ถูกจับกุมต้องได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้ยังไม่มีความผิด จนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุด จึงคุมขังผู้นั้นเสมือนเป็นผู้ที่ศาลตัดสินแล้วไม่ได้
หว่อง ถูกจับกุมและดำเนินคดีหลายครั้งตลอดช่วงเวลาการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยมีคดีสำคัญระดับที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกหนักๆ อย่างน้อย 4 คดีหลัก และถูกควบคุมตัวหรือตั้งข้อหาจากการประท้วงย่อยรวมกันนับสิบครั้งตั้งแต่สมัยเป็นเด็กและเยาวชน โดยไม่ได้รับการประกันตัวเลย ได้แก่
- คดีขัดขวางการสลายการชุมนุม (ปี 2561) ศาลสั่งจำคุก 3 เดือน จากเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย (The Momentum)
- คดีชุมนุมประท้วงหน้าสำนักงานตำรวจฮ่องกง (ปี 2563) ศาลตัดสินจำคุก 13 เดือนครึ่ง ฐานร่วมกันยุยงปลุกปั่นและเข้าร่วมชุมนุมโดยผิดกฎหมาย (ไทยรัฐ, BBC ไทย)
- คดี Hong Kong 47 (ปี 2567) ศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี 8 เดือน ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ในข้อหาสมคบคิดเพื่อบ่อนทำลายอำนาจรัฐจากการจัดเลือกตั้งขั้นต้น (อมรินทร์ทีวี, ผู้จัดการออนไลน์)
- คดีล่าสุด คดีสมคบคิดกับต่างชาติ (ปี 2569) ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเป็นรอบที่สอง และให้การรับสารภาพต่อศาลสูงฮ่องกง ซึ่งอาจได้รับโทษจำคุกเพิ่มเติมอีกหลายปี (Instagram, อมรินทร์ทีวี)
อานนท์ ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกรวมแล้ว 11 คดี จากคดีที่ถูกฟ้องร้องทั้งหมด 38 คดี ซึ่งเป็นคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 14 คดี มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว 11 คดี นับโทษจำคุกรวมทุกคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลาประมาณ 31 ปี 9 เดือน 20 วัน ทุกคดียังไม่ถึงที่สุด อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา และอานนท์ยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ทำให้ถูกคุมขังในเรือนจำมาตั้งแต่ 26 กันยายน 2566[3]
ความเหมือนในความต่าง
สุดท้ายสำหรับความเหมือนในความต่างระหว่างคดีของหว่องและอานนท์ นั่นคือ ทั้งสองคนถูกดำเนินคดีด้วยอาญาในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ ถูกจำคุก ถูกดำเนินคดีโดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม โดยรัฐบาลที่มีรูปแบบการเมืองการปกครองแตกต่างกัน หว่องถูกดำเนินคดีโดยรัฐบาลเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ อานนท์ถูกดำเนินคดีโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย
อ้างอิง
- เรียบเรียงจาก เฟซบุ๊กทันโลกกับไทยพีบีเอส และข่าวโจชัว หว่อง รับสารภาพ จากเว็บไซต์มติชน https://www.matichon.co.th/foreign/news_5872225
- สืบค้นจากเว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในวันที่ 12 กันยายน 2569 : https://tlhr2014.com/archives/76892
- ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, อ้างแล้ว




