ตามที่เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมคารวะพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ณ ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงเนปิดอว์ ในโอกาสการเดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาอย่างเป็นทางการ นั้น
มูลนิธิร่วมมิตรไทยพม่า คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) คณะทำงานสันติภาพโลก มูลนิธิวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย และเครือข่ายภาคประชาสังคมไทย ขอแสดงความเป็นกังวลอย่างยิ่ง ต่อท่าทีที่รัฐบาลไทย ที่แสดงออกต่อ พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่าย
พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย และคณะ ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กลั่นแกล้งจับกุมคุมขังและดำเนินคดีนางอองซาน ซูจี และผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งยังใช้กำลังจับกุม คุมขัง ทำร้าย ซ้อมทรมาน บังคับเกณฑ์ทหาร และก่ออาชญากรรมเข่นฆ่าประชาชนชาวเมียนมาอย่างโหดร้ายทารุณโดยมีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ไม่เว้นแม้กระทั้งในช่วงภาวะวิกฤตหลังเกิดแผ่นดินไหวที่ยังคงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายพลเรือน โรงเรียนและโรงพยาบาล อย่างต่อเนื่อง ตัวเลขจากสหประชา ชาติชี้ว่า มีผู้เสียชีวิตหลังเกิดรัฐประหารในเมียนมากว่า 5,000 คน
พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย และคณะ ไม่ใช่ผู้นำประเทศหรือตัวแทนของประชาชนเมียนมาโดยชอบธรรม เป็นแต่เพียงอาชญากรที่ถูกศาลอาญากลางแห่งประเทศอาร์เจนตินาออกหมายจับตามหลักเขตอำนาจสากล อีกทั้งการกระทำความความผิดต่อชาวโรฮิงญาอยู่ระหว่างการดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยเมื่อ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2024 หัวหน้าอัยการศาล ICC ได้ยื่นคำร้องต่อผู้พิพากษาเพื่อขอออกหมายจับ มิน อ่อง หล่าย ฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติไว้แล้ว
มิน อ่อง หล่าย ได้รับการประณามว่าเป็นผู้นำกองทัพอันธพาล ทำให้สถานการณ์ในเมียนมา เข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลว จากการยึดอำนาจรัฐประหาร ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม และใช้ความรุนแรง สังหารประชาชนด้วยกระสุนจริง และหน่วยลอบสังหารสไนเปอร์ เป็นการกระทำอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม ต่อประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ทำให้ผู้นำกองทัพเมียนมา คือ ฆาตกรในเครื่องแบบ ทำลายเกียรติภูมิของกองทัพอย่างสิ้นเชิง ด้วยการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรมพื้นฐาน
ในวันเฉลิมฉลองกองทัพพม่ามื่อปี 2564 รายงานข่าวแจ้งว่า มีผู้เสียชีวิตจากการกระทำของกองทัพมิน อ่อง หล่าย ภายในวันเดียวมากที่สุดถึง 114 ราย ประชาชนถูกไล่ยิงเยี่ยงนกเยี่ยงปลา หลายคนถูกทหารบุกเข้าไปยิงถึงในบ้านพักของตัวเอง แม้แต่เด็กก็ไม่เว้น ที่จะถูกยิงทั้งๆ ที่อยู่ในอ้อมกอดผู้เป็นพ่อแม่ Myanmar Now สื่อของเมียนมารายงานว่า ชายวัย 40 ปีที่ถูกทหารยิงได้รับบาดเจ็บ ถูกจับโยนลงบนยางรถยนต์ที่กำลังไหม้เพื่อเผาทั้งเป็น ในเมืองเอามเยตาซัน ในมณฑลมัณฑะเลย์ ท่ามกลางเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจากไฟที่กำลังลุกไหม้ทั่วร่าง เสียชีวิตต่อหน้าต่อตาลูกเมีย และแม่ การปราบปรามประชาชนในวันกองทัพเมียนมา สร้างความสูญเสียแก่ประชาชนผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยมากที่สุดนับตั้งแต่วันก่อการรัฐประหาร มีผู้เสีย ชีวิตทั่วประเทศเมียนมาอย่างน้อย 114 ศพ ในจำนวนผู้เสียชีวิต มีเด็กและเยาวชนอายุ 7 ปี 10 ปี และ 13 ปี รวมอยู่ด้วย และมีทารกอายุ 1 ขวบได้รับบาดเจ็บ ถูกกระสุนยางยิงเข้าที่เบ้าตา
รัฐประหารของ มิน อ่อง หล่าย ทำให้เมียนมาต้องเผชิญกับ “วิกฤตหลายมิติ” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งมีทั้งการล่มสลายทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง ภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่ซับซ้อน และปัญหาความยากจน ซ้ำเติมปัญหาผู้อพยพที่ล้นทะลักเข้ามาในไทย
การที่รัฐบาลไทยมีท่าทียอมรับมิน อ่อง หล่าย ในฐานะผู้นำประเทศ ที่มาจากการเลือกตั้งจอมปลอม ที่นานาประเทศไม่ให้การยอมรับการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยการที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย เดินทางไปเยี่ยมคารวะมิน อ่อง หลาย ย่อมแสดงให้เห็นถึงบรรทัดฐานทางจริยธรรมของรัฐบาลไทยที่ยอมรับอาชญากรที่ใช้ความโหดร้ายป่าเถื่อนเข่นฆ่าประชาชน เป็นบรรทัดฐานที่ไร้ซึ่งศีลธรรม มนุษยธรรม นิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชน ดังที่โลกกำลังเผชิญอยู่กับวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ผู้นำอิสราเอล นายเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ได้กระทำต่อชาวปาเลสไตน์ และกำลังขยายการเข่นฆ่าที่ทารุณโหดร้ายที่อาจนำไปสู่สงครามโลก ด้วยการทำสงครามกับอิหร่าน
มูลนิธิร่วมมิตรไทยพม่า คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) คณะทำงานสันติภาพโลก มูลนิธิวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย และเครือข่ายภาคประชาสังคมไทย จึงขอประฌามรัฐบาลไทย และขอให้คำนึงหลักหลักนิติรัฐ (Legal State) หลักนิติธรรม (Rule of Law) หลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชน และที่สำคัญที่สุดคือหลักมนุษยธรรมในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เมียนม่า
24 เมษายน 2569
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) Union for Civil Liberty (UCL.)